รู้จัก “iBeacon” พิกัดทำเงินจากไอโฟน

หากคุณติดตามข่าวสารอัปเดทของบริษัทแอปเปิ้ลมาตลอดจะพบว่าก่อนที่ไอโฟน 5 จะออกก็ได้มีการคาดการณ์อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ามือถือรุ่นใหม่นี้จะมีชิป NFC (Near Fields Communincation) ติดมาด้วย ซึ่งจะช่วยให้ไอโฟนอัจฉริยะขึ้น สื่อสารกับอุปกรณ์ใกล้เคียงได้สะดวกขึ้น และที่สำคัญคือจะช่วยในการใช้มือถือแทนกระเป๋าสตางค์ได้ในที่สุด (เหมือนที่กูเกิลใช้งานกับบริการ Google Wallet) แต่แล้วก็ไม่เป็นอย่างนั้น ทำให้กูรูหน้าแตกไปตามๆ กัน แต่อันที่จริงข่าวลือนี้มีมูล..!

จนที่สุดเมื่องาน WWDC 2013 เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา วันเดียวกับที่ iOS7 เปิดตัว ทางแอปเปิ้ลก็ทำให้คนในวงการอึ้งกับเทคโนโลยีใหม่ที่ตัวเองเรียกว่า “iBeacon” ที่มีประโยชน์การใช้งานคล้ายกับ NFC แต่เจ๋งกว่าในหลายๆ ด้าน

i-6

โอกาสนี้เราจึงขอเจาะลึกทุกซอกทุกมุมของ “iBeacon” ของเล่นใหม่จากแอปเปิ้ลที่ไม่เพียงแต่แอปเปิ้ลจะได้ประโยชน์ แต่หลายฝ่ายกลับมองว่าจะพลิกโอกาสธุรกิจให้กับหลายวงการเลยทีเดียว!

“iBeacon” คืออะไร?

i-7

“iBeacon”  ภาษาอังกฤษอ่านออกเสียงว่า ไอบีเกิ้น คือ เทคโนโลยีใหม่ในรูปแบบของการเขียนโปรแกรมลงไปในระบบปฏิบัติการมือถือของแอปเปิ้ล เริ่มต้นใช้ครั้งแรกกับ iOS7 โดยระบบโปรแกรมนี้จะเป็นตัวที่ทำให้ชิปบลูทูธ 4.0 (Bluetooth Low Energy (BLE) หรืออีกชื่อคือ Bluetooth Smart) ที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ รับรู้ตำแหน่งพิกัดของตัวเอง และสามารถสื่อสาร รับส่งข้อมูลกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ รอบๆ ตัวในระยะ 50 เมตรแบบไร้สายได้ โดยที่ไม่เปลืองแบตเตอรี่

i-1

สิ่งที่ทำให้ iBeacon ต่างจาก NFC คือ ระยะห่างระหว่างการสื่อสารระหว่าง 2 อุปกรณ์ เพราะ NFC ต้องนำมือถืออยู่ห่างจากเครื่องอ่านในระยะ 4 นิ้ว แต่ iBeacon ครอบคลุมถึง 50 เมตร (ทั้งยังสามารถตั้งค่าให้ iBeacon ส่งสัญญาณระยะต่ำสุดในระยะแค่ 2 นิ้วก็ได้)

iBeacon ก็ยังใช้งานต่างจาก GPS (Global Positioning System) ตรงที่ ibeacon เน้นใช้งานในร่ม โดยจะระบุพิกัดได้ชัดเจนกว่า GPS เพราะสัญญาณ GPS ส่วนมากไม่สามารถทะลุทะลวงมายังผนังตึกหนาๆ ทำให้ตำแหน่งของ GPS ในที่ร่มไม่ชัดเจนเท่า iBeacon นั่นเอง

i-4

อย่างไรก็ดีการใช้งาน iBeacon มักจะอยู่ในรูปแบบของการส่งสัญญาณจากเครื่องส่งสัญญาณ  iBeacon มายังแอพฯ ในมือถือ iOS และตอนนี้ก็มีหลายแอพฯ ได้เขียนโปรแกรมให้ทำงานกับเทคโนโลยี  นี้แล้ว!

“iBeacon” เอาไว้ใช้ทำอะไร?

เมื่อคุณพอรู้แล้วว่า iBeacon คืออะไร แตกต่างจากเทคโนโลยีที่คุณเคยรู้จักอย่าง NFC, GPS อย่างไร? ต่อไปนี้คือ การฉายภาพให้เห็นว่า  iBeacon เอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?

ใช้ iBeacon ที่ห้าง

เพราะแอปเปิ้ลเป็นคนคิดค้นเทคโนโลยีนี้เอง จึงจำต้องโชว์เคสว่าเทคโนโลยีนี้ใช้งานอย่างไร? เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทางร้านแอปเปิ้ลกว่า 245 สาขาในอเมริกาได้เริ่มใช้ iBeacon เพื่อเอาใจลูกค้า โดยเมื่อใดที่ลูกค้าที่ลงแอพฯ Apple Store และเดินเข้ามาที่ร้าน ตัวแอพฯ จะส่งข้อความเด้งขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าแต่ละคนทันที โดยแอพฯ จะเป็นเสมือนผู้ช่วยของเรา คอยแนะนำว่าสินค้าที่ต้องการอยู่ที่ไหน บอกทางเลี้ยวซ้ายขวาจนไปเจอของที่ชั้นวาง โดยอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณ iBeacon นั้นคือการปรับตั้งค่าให้เครื่องไอโฟน

apple_store_app_ibeacon2-800x467

นอกจากนี้ในห้าง Mecy’s ในอเมริกา เมื่อนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ก็สามารถส่งข่าวสารโปรโมชั่นสินค้า (ที่สอดคล้องกับรายการสินค้าที่เคยซื้อมาก่อนหน้า) รวมถึงเมื่อไปยังบูธที่มีโปรโมชั่นใดๆ ก็จะแจ้งข่าวสารถึงมือถือทันที

i-8i-3

ดูวิดีโอการใช้งาน iBeacon ในห้าง Mecyได้ที่นี่

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=CipsLFB8KFk

QRCode 1

นอกจากนี้ร้านค้าเล็กๆ อย่างร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ เมื่อติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณ iBeacon ขนาดเล็กไว้ที่ตู้โชว์ เราสามารถตั้งค่าได้ว่า เมื่อใดที่ลูกค้ายืนดูสินค้าที่หน้าร้านเราเกิน 5 วินาที ก็ให้ส่งคูปองส่วนลดสินค้านั้นเข้ามือถือลูกค้า เป็นต้น

i-2

ดูวิดีโอการส่งคูปองเข้ามือถือลูกค้าผ่านระบบ iBeacon ได้ที่นี่

http://www.youtube.com/watch?v=sUIqfjpInxY

QRCode 2

และสำหรับ Paypal ผู้นำระบบจ่ายเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้ฤกษ์ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของ iBeacon ในการชำระเงินในโลกออฟไลน์แล้ว ด้วยการออกบริการ Paypal Beacon โดยแจกอุปกรณ์เสริมหน้าตาเหมือนแฮนดี้ไดรฟ์ที่เมื่อเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่แคชเชียร์ก็จะช่วยให้ลูกค้าจ่ายค่าสินค้าได้จากมือถือโดยผ่านระบบของ Paypal หมดสมัยที่ต้องรอต่อคิว ควักเงินสด-เซ็นบัตรในการช้อปปิ้งอีกต่อไป (ทั้งมือถือก็ไม่ต้องต่อเน็ตด้วย)

วิดีโอแนะนำการจ่ายเงินด้วยมือถือในห้างผ่านระบบ iBeacon

http://www.youtube.com/watch?v=P0QCRRsuqAo

QRCode 3

         สรุปได้ง่ายๆ ว่า iBeacon ช่วยให้เราช้อปปิ้งได้ง่าย และไวขึ้น เพราะสามารถหาของที่ชั้นวางได้เร็วขึ้น จ่ายเงินได้ไวขึ้น ที่สำคัญฉลาดช้อปมาขึ้น เพราะได้รู้โปรโมชั่นใหม่ๆ แบบเรียบไทม์ ณ จุดขายนั่นเอง

 ใช้ iBeacon  ที่บ้าน

iBeacon ยังนำพาความสะดวกสบายในชีวิตมาให้กับบ้านอัจฉริยะในอนาคตด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้เปิดประตูโรงรถ เปิดไฟ ทันทีรถของเราใกล้จะถึงบ้าน และปิดทุกอย่างโดยอัตโนมัติเมื่อเราเดินออกจากโรงรถ เป็นต้น

iBeacon ยังมีประโยชน์ในอีกหลายสถานการณ์…

ใช้มือถือเป็นไกด์ในพิพิธภัณฑ์

หากคุณเคยไปลูฟท์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และดีที่สุดของโลกในปารีสก็จะรู้ว่า การมีแผนที่ดิจิตอลนั้นจะทำให้เราเดินได้ถูกทาง และได้รับข้อมูลอย่างดีเยี่ยม และจุดนี้เองที่ iBeacon ช่วยได้ นั่นก็คือ เมื่อสามารถบอกว่า ขณะนี้เราอยู่ตำแหน่งไหนในโซนไหนของพิพิธภัณฑ์ และภาพศิลปะที่เรากำลังเห็นอยู่ตรงหน้าคืออะไร

วิดีโออธิบายการปฏิวัติการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีอย่าง iBeacon

 http://www.youtube.com/watch?v=MUlYpCmtHbE

QRCode 4

ไอเดียเดียวกันนี้ยังปรับใช้กับสถานที่ใหญ่ๆ อย่างสนามบิน (ในการหาห้องน้ำ หรือเค้าเตอร์ต่างๆ) สนามกีฬา (นำทางไปหาสถานที่ขายของที่ระลึกหรือร้านอาหาร) เป็นต้น รวมถึงถนนสายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวของแต่ละเมือง เช่น แนะนำถนนสายต่างๆ ตลอดทางบนเกาะรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

iBeacon สร้าง Proximity Marketing ในวงการโฆษณา

 อีกหนึ่งวงการที่จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากเทคโนโลยีของ iBeacon ก็คือ วงการโฆษณา ที่สามารถที่จะใช้สื่อเก่าสื่อสารกับลูกค้าแบบอินเตอร์แอคทีฟได้

อันที่จริงแนวคิดนี้ คนในวงการโฆษณาได้ลองกับเทคโนโลยีเก่าๆ ของมือถืออย่าง อินฟราเรด, บลูทูธ, NFC มาหมดแล้ว เช่น เมื่อเดินผ่านป้ายบิลบอร์ดเห็นโฆษณาหนังใหม่ มือถือก็จะส่งคูปองซื้อป๊อปคอร์นไปให้ เป็นต้น ซึ่งไอเดียการส่งสารโฆษณาในระยะใกล้ๆ ให้กับลูกค้าแบบนี้ถูกเรียกว่า Proximity Marketing นั่นเอง

แต่ที่ผ่านมา  Proximity Marketing ยังไม่บูมมาก เพราะเทคโนโลยียังไม่เอื้อกับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ไฮเทค หลายคนไม่รู้ว่าจะเปิดบลูทูธตรงไหน มือถือตัวเองมี NFC หรือไม่ก็ไม่เคยทราบ ทำให้กิจกรรมการโฆษณาในรูปแบบนี้มักจะได้กล่องมากกว่าเงิน!

แต่เมื่อปรับมาใช้ iBeacon ในการทำ Event Marketing ก็น่าจะได้ผลกว่าในอดีต เพราะทางแบรนด์สามารถขอให้คนร่วมงานโหลดแอพฯ ของตัวเองก่อน จากนั้นเมื่อไปยังซุ้มไหนๆ ในงานก็สามารถยิงสารโฆษณาเพื่อไปแลกของในแต่ละซุ้มได้ และก่อนออกจากงานก็สามารถมอบคูปองส่วนลด เพื่อให้คนไปซื้อสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตทีหลังได้ หรือช้อปปิ้งจากเว็บเวอร์ชันมือถือของตัวเอง เป็นต้น

iBeacon ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่?

หลายคนฟังข้อมูลทั้งหมดของ iBeacon แล้ว อาจจะเกิดความกังวลใจว่าเทคโนโลยีนี้คือตัวติดตามเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ซื้ออะไร ก็รู้ไปหมด เราจะป้องกันตัวอย่างไร?

อย่างที่เล่าไปแต่ต้นว่า iBeacon จะทำงานควบคู่กับแอพฯ ต่างๆ ในมือถือ และต่อไปในอนาคตผู้สร้างแอพฯ ก็มักจะเขียนโปรแกรมให้แอพฯ ของตัวเองทำงานกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณ iBeacon ดังนั้นหากผู้ใดไม่ต้องการเปิดเผยพิกัดว่าเราอยู่ที่ไหน ทุกครั้งที่ลงแอพฯ ใหม่เสร็จ เมื่อใดที่มีหน้าต่างขึ้นว่า allow location เราก็ต้องเลือก “cancel” เพื่อมิให้แอพฯ ทราบพิกัดตำแหน่งของเรา หรือเข้าไปตั้งค่าปิดแบบถาวรได้ที่ Settings > Privacy > location service > Off เป็นอันปลอดภัย!

ไม่เพียงแต่อุปกรณ์ iOS ของแอปเปิ้ลเท่านั้นที่ใช้งาน iBeacon ได้ ตอนนี้ก็มีนักพัฒนาแอพฯ ของแอนดรอยด์หลายรายได้สร้างแอพฯ ของตนให้ใช้งานกับ iBeacon ได้ด้วย!

สุดท้าย ขอสรุปแบบสั้น 3 คำของประโยชน์ที่ผู้ใช้มือถือทุกคนจะได้จากการเทคโนโลยี iBeacon คือ right people, right place and right time!

ที่มา: whatphone.tv

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>